รีวิวภาพยนต์

The LEGO Movie 2

รีวิวภาพยนต์

The LEGO Movie 2

รีวิวภาพยนต์  The LEGO Movie 2: The Second Part

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ The LEGO Movie 2: The Second Part ภาพยนตร์แอนิเมชั่นผจญภัยภาคต่อจาก 5 ปีที่แล้ว ซึ่งหนังทำรายได้ถล่มทลายอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง กลับมาภาคนี้แน่นอนว่าก็ยังคงได้ คริส แพรตต์ (Chris Pratt) ให้เสียงภาคเป็นพระเอกเหมือนเดิมเช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ เพิ่มเติมคือผู้กำกับคนใหม่ซึ่งได้ ไมค์ มิตเชล (Mike Mitchell) มาสานต่อเรื่องราวของเหล่าเลโก้ฮีโร่ตัวจิ๋วอีกครั้ง

The LEGO Movie 2: The Second Part ว่าด้วยเรื่องราวการมารวมตัวกันของฮีโร่บริคส์เบิร์ก ในการผจญภัยที่เต็มไปด้วยการต่อสู้รูปแบบใหม่เพื่อปกป้องเมืองอันเป็นที่รักของพวกเขา ซึ่งเป็นเวลา 5 ปีแล้วที่ทุกสิ่งช่างดูสวยหรู และตอนนี้เหล่าประชาชนต้องพบกับภัยร้ายครั้งใหญ่รูปแบบใหม่จาก เลโก ดูโพล ผู้บุกรุกจากนอกอวกาศ ทำลายล้างทุกอย่างได้รวดเร็วกว่าที่พวกเขาจะกลับมาสร้างใหม่ได้

ในการเอาชนะคู่ต่อสู้และทวงคืนความสามัคคีของจักรวาลเลโก้ เอมเม็ต, ลูซี, แบทแมน และผองเพื่อนของพวกเขาต้องเดินทางไปยังโลกที่ห่างไกลที่ไม่คุ้นตา รวมถึงกาแล็กซีประหลาดที่ทุกอย่างเป็นเสียงดนตรี ซึ่งนี่จะเป็นการทดสอบความกล้าหาญ ความสร้างสรรค์ และความสามารถด้านการก่อสร้างขั้นสูงของพวกเขา และจะได้เห็นกันว่าจริงๆ แล้วพวกเขามีความพิเศษมากขนาดไหน

เรียกได้ว่ากว่าแฟนๆ จะได้ชมภาคต่อก็ต้องรอคอยกันนานถึง 5 ปี เลยทีเดียว สำหรับ The LEGO Movie 2: The Second Part เชื่อว่าบางคนอาจจะจำเรื่องราวในภาคแรกไม่ได้เสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปเพราะหนังได้ปูเรื่องราวมาให้คร่าวๆ แล้วว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างและไม่ใช่เรื่องซับซ้อนยากที่จะเข้าใจ ถือได้ว่าการผจญภัยของเหล่าเลโก้ในภาคนี้ได้ยกระดับความอันตรายมากขึ้นไปหลายเท่า เพราะตัวละครทุกตัวนั้นล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่แฝงมาด้วยความบ้องแบ๊ว ทำเอาคนดูอย่างเราอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้เลย

นอกจากนั้นหนังก็ยังความขี้แซะไว้เหมือนเดิมแทบไม่มีผิดเพี้ยน เว้ยเสียแต่ว่าจะเพิ่มมุกใหม่ตามจำนวนหนังของ DC Comic, Fox และ Warner Bros. ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากใครที่ไม่เคยดูหนังของค่ายนี้มาก่อนก็อาจจะไม่ค่อยเข้าใจในหลายๆ มุก เพราะแต่ละมุกที่ยิงมานั้นต้องเป็นคนที่เคยดูหนังมาแล้วถึงจะเข้าใจจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นหนังขี้แซะแห่งปีเลยก็ว่าได้ ในส่วนของเพลงประกอบภาพยนตร์ก็ถือว่าทำออกมาได้สร้างสรรค์ไม่แพ้ภาคแรก โดยเฉพาะในเอนด์เครดิตที่เชื่อว่าหลายจะต้องดูจนจบแน่นอน i99bet

แน่นอนว่าหนังไม่ได้ให้แค่ความสนุกและตลกโปกฮาอย่างเดียว แต่ยังแฝงเรื่องราวความสัมพันธ์ของเหล่าเลโก้ที่มีความทับซ้อนกับโลกมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง รวมทั้งยังได้เห็นถึงพัฒนาการ, ความเปลี่ยนของชีวิตที่มีทั้งเรื่องดีและร้าย ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่ให้บทเรียนให้เรานั้นได้เรียนรู้ที่จะยอมรับและสิ่งไหนที่ไม่ดีก็ต้องหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.mthai.com…

รีวิวภาพยนต์   รักไม่เป็นภาษา

รักไม่เป็นภาษา1

รีวิวภาพยนต์

รักไม่เป็นภาษา

รีวิวภาพยนต์  รักไม่เป็นภาษา (London Sweeties)

นับได้ว่า รักไม่เป็นภาษา (London Sweeties) จากการคุมงานสร้างของ เรียว กิตติกร เลียวศิริกุล ซึ่งเป็นหนังโรแมนติกคอมเมดี้เรื่องแรกของไทยที่เข้าฉายในต้อนรับศักราชใหม่ในปีนี้ โดยงานนี้หนังก็ได้นักแสดงรุ่นใหม่มาแสดงนำพร้อมถ่ายทอดเรื่องราวความรักที่มีอุปสรรคเรื่องภาษา นำโดย โบว์ เมลดา, ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์, เบสท์ ณัฐสิทธิ์, ซุง กิดาการ, แอริน ยุกตะทัต, ปริม อัจฉรียา และพระเอกใหม่ แม็กส์ อชิระ เอทเตอร์ ที่เห็นตัวอย่างแล้วก็ทำเอาอยากรู้เลยว่าเรื่องราวมันจะยุ่งวุ่นวายกันแค่ไหน  i99bet

รักไม่เป็นภาษา (London Sweeties) ว่าด้วยเรื่องราวของ พรอน สาวสุดเพี้ยนที่เมื่อเจอความกดดันเมื่อไหร่เป็นต้องเผลอพูดเป็นคำผวนทุกที พรอนแอบหลงรัก ป๊อป รุ่นพี่สุดฮอตในที่ทำงานที่เธอกำลังฝึกงานอยู่ ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดี แต่พรอนต้องเดินทางไปอังกฤษแบบกะทันกัน เพราะ เพ็ญ พี่สาวสุดที่รักกำลังจะแต่งงานสายฟ้าแลบกับ ไมเคิล หนุ่มอังกฤษผู้อ่อนโยนที่คบหากันได้เพียง 7 วัน

รักไม่เป็นภาษา1

การเดินทางไกลครั้งแรกของพรอนจึงได้เริ่มต้นขึ้น ชีวิตพรอนในลอนดอน มีเรื่องให้ลุ้นระทึกได้ทุกวันเพ็ญบังคับให้พรอนไปเรียนคอร์สฝึกพูดภาษาอังกฤษ แล้วหลอกเธอว่าอาการเพี้ยนๆ ของเธอจะหาย ถ้าเธอมีแฟนเป็นฝรั่ง ยิ่งเมื่อเธอได้เจอแก๊งเพื่อนใหม่สุดป่วนอย่าง โบ้, จู๊ด และ อองตวน ในโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ จนกลายเป็นยัยเพี้ยนพรอนแอนด์เดอะแก๊ง

จากความคาดหวังที่คิดว่าหนังน่าจะมีอะไรๆ ให้เราเห็นมากกว่าตัวอย่างแน่ๆ พอได้ดูหนังจนจบแล้วมันได้สร้างความผิดหวังให้มากทีเดียว โดยเฉพาะการเดินเรื่องที่ไม่ได้มีความกระชับฉับไวอย่างที่คิด ซึ่งโดยรวมหนังเดินเรื่องได้ค่อนข้างช้า แถมช้าในแบบที่ไม่ได้ทิ้งรายละเอียดอะไรไว้อย่างที่ควรจะเป็น อีกทั้งในเรื่องความสมจริงหลายๆ อย่างที่ดูแล้วมันไม่มีเหตุไม่มีผลที่ทำให้เข้าใจได้เลย (แต่มันก็คือหนังอ่ะเนอะ) ก็เลยสร้างความหงุดหงิดและงงงวยพอสมควร ไม่คิดว่าหนังไทยจะยังคงมีเรื่องราวแบบนี้อยู่

ส่วนในเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครที่บางคู่ก็ดูเกินจริงไปมาก แต่มันก็ยังพอเข้าใจได้อยู่ (มั้ง) ความหวังสุดท้ายคือความสนุกที่เราจะได้จากหนังนั้นช่างเลือนลางเหลือเกิน ความฮาที่คาดหวังไว้ก็มีเพียงไม่กี่ฉาก ขณะดูในโรงรู้เลยว่าภาวะเงียบกริบเป็นอย่างไร จังหวะไหนที่พอได้ขำ ก็ได้ขำแบบแห้งๆ ซึ่งโดยรวมแล้วคนที่แบกหนังไว้มากที่สุดดูเหมือนจะเป็นนางเอกของเรา โบว์ เมลดา ต้องยอมรับว่าเสียดายศักยภาพของนักแสดงหลายๆ คนและโปรดักชั่นของหนังที่ทุ่มทุนไปถึงอังกฤษ แน่นอนว่างานภาพนั้นออกมาดีตามมาตรฐานอยู่แล้ว หากจะโทษว่าหนังไม่สนุกก็น่าจะเป็นที่บทและการตัดต่อนี่แหละ

อย่างไรก็ตามหลักใหญ่ใจความสำคัญที่หนังต้องการจะสื่อให้เห็นเรื่องราวความรักที่มีภาษาเป็นอุปสรรคนั้น ถือว่ามันก็ตรงตามคอนเซ็ปต์แม้ว่าจะมีหลายส่วนที่ทำให้เราไม่ถูกใจและเสียดายสิ่งดีๆ ที่ควรจะใช้ให้เต็มที่ แต่หนังก็ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความรักได้ดีทีเดียว หากตัดอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้คิดว่าไม่สนุกมันก็มีหลายแง่มุมให้เราได้คิดต่อ ทั้งในเรื่องความรักของพี่น้อง หรือจะเป็นความรักแบบแฟนที่ต่างก็เป็นประสบการณ์ชีวิตให้ได้เรียนรู้ เชื่อว่าคนที่ได้ดูหนังก็น่าจะได้อะไรกลับบ้างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.mthai.com…

Wolf Warrior 2 หนังดีของจีน ภาคต่อของหนังแอ๊คชั่นในปี ค.ศ.๒๐๑๕

Wolf Warrior 2

Wolf Warrior 2 หลังจากครึ่งปีที่ผ่านมาหนังจากประเทศจีนไม่ได้สร้างสถิติหวือหวาเหมือนปีที่ผ่านๆ มา ปล่อยให้ The Fate of The Furious ภาคต่อของหนัง

Wolf Warrior 2  รถเรื่องดังทำเงินในจีนไปเป็นอันดับ ๑ เดือนที่ผ่านมาก็เกิดหนังจีนที่ทำเงินอย่างถล่มทลายจนทำลายสถิติต่างๆ เป็นประวัติการณ์ได้อีกครั้ง

Wolf Warrior 2 เข้าฉายเมื่อ ๒๗ กรกฎาคมที่ผ่านมา และใช้เวลาเพียง ๑๒ วัน ก็สามารถทำเงินกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของจีนด้วยรายได้ถึง ๕๒๑ ล้านเหรียญฯ หรือ ๓,๕๐๐ ล้านหนวน เฉพาะในประเทศเท่านั้น แซงสถิติที่เคยทำไว้เมื่อปีก่อนของ Mermaid หนังตลกแฟนตาซีของ โจวซิงฉือ ไปได้อย่างสบายๆ (๕๒๐ ล้านเหรียญฯ) รายได้ดังกล่าวยังสูงกว่าหนังทำเงินสูงสุดในปีนี้ของสหรัฐอเมริกาอย่าง Beauty and The Beast เสียอีก(หนังรีเมคอนิเมชั่นกลายเป็นคนแสดงเรื่องดังกล่าวทำเงินเฉพาะในสหรัฐอเมริกาไป ๕๐๔ ล้านเหรียญฯ) ปัจจุบันหนังทำเงินไปแล้วถึง ๘๓๘ ล้านเหรียญฯ แม้ในตลาดโลกจะทำเงินเพียงน้อยนิด แต่ในตลาดหนังประเทศเดียว(ไม่รวมรายได้จากตลาดทั่วโลก) นี่คือหนังที่ทำเงินสูงสุดเป็นอันดับ ๒ ของโลก เอาชนะ Titanic และ Avatar เป็นรองเพียง Star Wars: The Force Awakens (๒๐๑๕ – ทำรายได้ในสหรัฐอเมริกา ๙๓๖ ล้านเหรียญฯ)

Wolf Warrior 2

ด้วยรายได้ดังกล่าวทำให้หนังติดอันดับหนึ่งร้อยหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลโดยนับเป็นหนังที่สร้างนอกฮอลลีวู้ดเรื่องเดียวในทั้งหมดร้อยเรื่อง และประกาศเตรียมสร้างภาคสามต่อแล้ว

มันเป็นภาคต่อของหนังแอ๊คชั่นในปี ค.ศ.๒๐๑๕ ที่ใช้ทุนสร้าง ๓๐ ล้านเหรียญฯ เท่านั้นว่าด้วย เหลงเฟิง(อู๋จิง) ภาคนี้เล่าเหตุการณ์ต่อจากภาคก่อนหลังจากทหารหน่วยพิเศษได้ไปปราบปรามขบวนการค้ายาในเขตซินเจียง ภาคนี้เหลงเฟิงได้เข้าไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ผลิตยารักษาโรคให้รอดพ้นจากการโจมตีของกองกำลังฝ่ายกบฎ และผู้ค้าอาวุธสงครามในแอฟริกาใต้ ภาคแรกนั้นทำเงินไปไม่น้อยเลย(๘๙ ล้านเหรียญฯ) แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าหนังภาคต่อที่แม้จะได้คำวิจารณ์ที่ดีกว่าจะทำเงินไปไกลมากถึงขั้นนี้

ต่อไปนี้คือเหตุผลที่ Wolf Warrior 2 ประสบความสำเร็จ และตลาดหนังจีนยังคงรุ่งโรจน์เข้าสู่โอกาสที่จะกลายเป็นตลาดหนังที่ใหญ่ที่สุดของโลก ผิดกับตลาดหนังในสหรัฐอเมริกาที่ซบเซาเพราะการแข่งขันเชิงรุกจากบริการดูหนังแบบสตรีมมิ่ง

เพราะมันเป็นหนังปลุกใจชาวจีนที่ไร้คู่แข่ง
ทุกๆ ปีหนังในประเทศจะมีการผลิตหนังที่มีแนวคิดชาตินิยมปลุกใจคนในประเทศอยู่ทุกปี แต่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตลาดหนังในประเทศยังไม่มีหนังแนวนี้ที่โดดเด่นออกฉายสักเรื่อง ส่วนใหญ่หนังที่ดังๆ เป็นหนังแฟนตาซี หนังตลก หรือหนังแอ๊คชั่นปนตลกทั้งสิ้น อีกทั้งที่ผ่านมายังไม่มีหนังเรื่องไหนในประเทศที่สามารถทำเงินได้น่าพอใจนับตั้งแต่ช่วงตรุษจีน คนดูกำลังรอหนังที่มีคุณภาพและสร้างความบันเทิงให้ได้ การมา Wolf Warrior 2 จึงกลายเป็นหนังแนวนี้ที่เข้าฉายโดยไร้คู่แข่ง
เพราะมันแสดงภาพลักษณ์อันเกรียงไกรของกองทัพจีน
หลู่เผิง นักวิจัย ด้านภาพยนตร์และวัฒนธรรมของ Shanghai Academy of Social Sciences กล่าวว่าเหตุผลสำคัญที่หนังประสบความสำเร็จเพราะมันจับประเด็นชาตินิยมที่เปลี่ยนแปลงไปของชาวจีน เพราะในขณะที่หนังชาตินิยมแบบเดิมมักเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ย้อนยุค หนังแอ๊คชั่นเรื่องนี้กลับอิงกับเหตุการณ์ในช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งตัวเอกแสดงให้เห็นถึงฝีมือของหน่วยรบ และความเกรียงไกรของกองทัพชาวจีนที่เข้าถึงได้มากกว่าเรื่องราวของคนยุคก่อน อีกทั้งหนังยังเข้าฉายในช่วงครบรอบ ๙๐ ปีของการสถาปนากองทัพปลดปล่อยประชาชนในประเทศจีนอีกด้วย
เพราะมันมีความบันเทิงด้วยฉากแอ๊คชั่นที่ยอดเยี่ยม
หนังได้รับคำชมในส่วนของฉากแอ๊คชั่นที่ได้มาตรฐานทัดเทียมฮอลลีวู้ดจากทีมงานระดับสกาล ไม่ว่าจะเป็นกำกับฉากต่อสู้โดย แซม ฮาร์กรีฟส์ และ ออกแบบท่าต่อสู้โดย อารอน โทนี่ย์(Captain America: Civil War) และเทคนิคพิเศษด้านภาพโดย ไรอัน ดี.โรเมโร่(Spider-Man: Homecoming) รวมถึงมันยังแสดงโดย อู๋จิง แอ๊คชั่นสตาร์อายุ ๔๓ ปี ที่เล่นหนังมา ๒๐ ปี เขาคือหนึ่งในเด็กปั้นของ ฉีเคอะและหยวนวูปิงแต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในบทนำจริงๆ สักครั้ง เพิ่งจะมี Wolf Warrior ภาคแรกนั่นเองที่ทำเงินในจีน จึงรับประกันได้ถึงการแสดงบทแอ๊คชั่นที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ดาราที่โด่งดังกว่าอย่าง เฉินหลง หรือ ดอนนี่ เยน โดยงานชิ้นนี้ยังเป็นงานกำกับของเขาเองอีกด้วย
เพราะมันแสดงถึงฮีโร่แบบปัจเจก
หยู่ยู่ซาน รองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริหารของ Dadi Film Group กล่าวว่าหนังสร้างควมประทับใจให้กับผู้ชมเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่หนังในประเทศสร้างฮีโร่ที่ราวกับมาจากหนังฮอลลีวู้ดได้สำเร็จ “ภาพลักษณ์ของประเทศจีนในทั่วโลกต่างไปจากเดิมแล้วครับ และผู้คนรู้สึกได้ถึงเรื่องนี้จริงๆ” เขาเสริมว่าในอดีตหนังแนวชาตินิยม มักเน้นเรื่องความสามัคคีหรือร่วมแรงร่วมใจกัน(และมักหนีไม่พ้นการถูกครหาว่าเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อพรรคคอมมิวนิสต์ เช่น The Founding of a Republic ในปี ค.ศ.๒๐๐๙) แต่ Wolf Warrior 2 ต่างออกไป มันเป็นหนังที่แสดงความเป็นฮีโร่แบบปัจเจก เช่นเดียวกับชาวจีนที่มีลักษณะมีรูปแบบชีวิตดังกล่าวมากขึ้น และเติบโตพอจะรับรู้ถึงมุมมองนี้แล้ว
เพราะทำเงินในเมืองเล็กได้ด้วย
ไม่ใช่แค่สร้างปรากฎการณ์ทำเงินเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ แต่ในเมืองเล็กๆ ยังทำเงินได้ดีมากอีกด้วย ซึ่งหยู่ยู่ซาน ให้เหตุผลว่า “คนในเมืองเล็กๆ ดูหนังฮอลลีวู้ดสไตล์ฮีโร่ข้ามาคนเดียวไม่มากนัก และพอเป็นในประเทศก็ช่วยดึงดูดความสนใจมากขึ้น”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sarakadee.com…

รีวิว BRIGHT – แฟนตาซีฉบับตำรวจห่ามของเดวิด เอเยอร์

รีวิว BRIGHT

รีวิว BRIGHT หลังถูกยิงจนบาดเจ็บสาหัส ดาร์ริล วอร์ด (วิล สมิธ) จำใจต้องทำงานกับ นิค จาโคบี (โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน)

รีวิว BRIGHT ตำรวจเผ่าออร์คนอกคอกที่ถูกกล่าวหาว่าปล่อยคนร้ายเผ่าพันธุ์ตนเองหนีไป และท่ามกลางวิกฤติศรัทธานั้นทั้งคู่จำเป็นต้องร่วมมือกันปกป้อง ทิกก้า (ลูซี่ ฟราย) และไม้กายสิทธิของเธอจาก เลย์ลาห์ (นูมิ ราพาซ) ปีศาจเอลฟ์ที่หวังใช้ไม้กายสิทธิปลุกชีพเจ้าแห่งความมืดให้กลับมาครองโลก

รีวิว BRIGHT

หลังคว่ำไม่เป็นท่าจาก Suicide Squad (2016) หนังรวมเหล่าร้ายค่าย DC เดวิด เอเยอร์ ผู้คร่ำหวอดกับหนังตำรวจก็กลับมาหาแนวทางที่ตนคุ้นเคยเพราะแม้ BRIGHT จะถูกวางให้เป็นหนังแฟนตาซีแต่จุดศูนย์กลางของเรื่องคือเรื่องราวของตำรวจชั้นผู้น้อยที่ต้องต่อสู้กับการคอรัปชั่นขององค์กรและต่อสู้กับความต่างทางชาติพันธุ์จนได้กลิ่นอายจากงานเก่าๆอย่าง End of Watch (2012), Sabotage (2014) หรืองานเขียนบทสร้างชื่ออย่างTraining Day (2001) อยู่กลายๆ ซึ่งคราวนี้เอเยอร์จับมนุษย์มาทำงานกับออร์คโดยมีความหวาดระแวงทางชาติพันธุ์มาเป็นจุดขัดแย้งสำคัญซึ่งนอกจากจะทำให้เรื่องราวมีความเข้มข้นทั้งดราม่าจากตัวละครต่างขั้วแล้ว เอเยอร์ยังถือโอกาสหยิบจับเศษเสี้ยวของวรรณกรรมแฟนตาซีอย่าง The Lord of the Rings และ Harry Potter มาดีไซน์โลกของตัวละครเพื่อเป็นการเปรียบเปรย (Allegory) กับปัญหาชาติพันธุ์ในอเมริกาได้อย่างคมคายซึ่งเผ่าพันธุ์ออร์คก็แทบไม่ต่างจากคนผิวสีที่ถูกเหยียบหยามจากคนขาวในอเมริกาที่กลายเป็นประเด็นร้อนหลังการเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์นั่นเอง

รีวิว BRIGHT

และการที่ผมมีโอกาสได้ชม BRIGHT ในโรงภาพยนตร์ก็เป็นบทพิสูจน์ได้ดีสำหรับงานโปรดักชั่นของหนังที่ทั้งภาพและเสียงไม่ได้ด้อยไปกว่าหนังฉายโรงทั่วไปเลย มิหนำซ้ำคุณภาพอาจดีกว่าหนังบางเรื่องเสียอีกซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่กล้าหาญมากของเน็ตฟลิกซ์ที่ทุ่มทุนทำหนังฟอร์มใหญ่ขนาดนี้ลงสตรีมมิ่ง

ไม่เพียงเท่านั้นการดีงนักแสดงเกรดเออย่าง วิล สมิธ ที่เน้นเล่นแต่หนังบล็อคบัสเตอร์ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของหนังให้ดูมีมูลค่าประหนึ่งหนังฉายฟอร์มยักษ์ส่งท้ายปีอีกด้วย ซึ่งนักแสดงแต่ละคนนอกจาก วิล สมิธ ที่ยังคงเท่ในชุดตำรวจจนภาพจากหนัง Bad Boys ทั้งสองภาคกลับมาในความทรงจำของผมแล้ว

ความทุ่มเทของ โจเอล เอ็ดเกอร์ตันในบทตำรวจออร์คที่ต้องเมคอัพหน้าก่อนถ่ายครั้งละ 3 ชั่วโมงก็เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงความทุ่มเทของนักแสดง ส่วนนักแสดงสาวอย่าง นูมิ ราพาซ ก็ต้องขอบอกว่าเธอเป็นผู้ร้ายที่เท่และมีเสน่ห์มาก จนทำให้ตลอดการชม BRIGHT คือความบันเทิงทั้งสำหรับแฟนหนังและแฟนดารานำของเรื่องอย่างแท้จริง

สำหรับใครที่มีบัญชีของ Netflix อยู่แล้วก็ไม่ควรพลาดสตรีม BRIGHT มาเป็นความบันเทิงส่งท้ายปีได้แล้ววันนี้ ส่วนคนที่ยังลังเลทาง Netflix ก็ให้สิทธิชมฟรี 1 เดือนแรกและยังมีโปรโมชั่นดีๆจากทาง AIS โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่นี่

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.beartai.com…

รีวิวJeepers Creepers 3 มัน กลับ มา โฉบ หัว โฉบแบบตุ้งแช่อยากโหดแต่กลับฮา

รีวิวJeepers Creepers ครีปเปอร์ ตำนานไอ้หน้าผีขับรถจิ๊บสุดสยองได้กลับมาหลอกหลอนชาวเมืองอีกครั้ง

รีวิวJeepers Creepersก่อนอื่นเราต้องย้อนกลับไปมองก่อนว่า หนังสยองขวัญ อย่าง Jeepers Creepers ภาคแรกที่เข้าฉายในปี 2001 นั้นประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมายบนตารางหนังทำเงินสุดสัปดาห์ของอเมริกา นั่นเป็นเพราะช่วงเวลานั้นหนังสยองขวัญในกลุ่ม “สัตว์ประหลาด” เป็นที่ขาดแคลนพอสมควร แม้ว่าคำวิจารณ์จากนักวิจารณ์จะบอกว่าหนังมีสภาพไม่ต่างอะไรจากหนังเกรดบี แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า (ในช่วงเวลานั้น) Jeepers Creepers เป็นหนังทุนต่ำที่ดูสนุกมากทีเดียว และเมื่อพิจารณาจากทุนสร้าง 10 ล้านเหรียญ เมื่อหนังปิดการฉายทั่วโลก หนังทำเงินไปทั้งสิ้น 59 ล้านเหรียญ ด้วยกัน

เมื่อหนังภาคแรกประสบความสำเร็จพอตัว ปี 2003 หนังเรื่องนี้ก็กลับมาอีกครั้ง ในโปรดักชั่นที่ใหญ่กว่าเดิม ตัวละคร (เหยื่อ) ที่ปริมาณมากกว่าเดิม และความสนุกที่เพิ่มเติมขึ้น แต่หนังก็ยังโดนสับจากนักวิจารณ์อยู่ดีว่าเป็นภาคต่อที่ไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่าฉากไล่ล่าเหยื่อตามสไตล์หนังตัวประหลาดออกไล่ฆ่าคน แต่ถึงคำวิจารณ์จะไม่นำพา หนังก็ยังทำเงินไปพอกำไรด้วยรายได้ทั้งสิ้นทั่วโลก 63 ล้านเหรียญ ด้วยกัน

ภายหลังจากปี 2003 ก็ไม่มีข่าวคราวว่าหนังเรื่องนี้จะมีการสร้างภาคต่อออกมาเลย จนกระทั่งช่วงปี 2014 ที่มีความเคลื่อนไหว ในการปลุกชีพบรรดาตัวละครที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองให้กลับมาโลดแล่นบนจออีกครั้ง แต่ข่าวคราวก็เงียบหายไปจนกระทั่งปลายปีที่แล้วการสร้าง Jeepers Creepers 3 ก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งหนังวางเหตุการณ์เอาไว้ระหว่างหนังภาคแรกและภาคที่สอง โดยเล่าเรื่องราวของจ่าเดวิส ทับบ์ส (แบรนดอน สมิธ) ต้องรวมชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดในเมืองเพื่อลุกขึ้นต่อสู้กับเดอะครีปเปอร์ที่ออกมาล่าเหยื่อภายในช่วงเวลา 23 วัน เพื่อสะสมเสบียงเนื้อมนุษย์ ก่อนที่มันจะกลับไปจำศีลเป็นเวลาอีก 23 ปี เหล่าชาวบ้านต้องร่วมแรงร่วมใจปราบปีศาจตนนี้ลงให้ได้

คราวนี้มันมุ่งกลับมาเพื่อล่าและกลบฝังหลักฐานทุกอย่างจนร้อนถึงเกเลน (เม็ก ฟอสเตอร์) ผู้เคยสูญเสียลูกชายให้กับเจ้าผีรถจิ๊บและเธอจะทำทุกทางเพื่อปกป้อง แอดดิสัน (แกเบรียล ฮอฟ) หลานสาวเพียงคนเดียวของเธอ

รีวิวJeepers Creepers 

ก่อนดูผมได้เช็คคะแนนวิจารณ์จากเมืองนอกเลยไม่ได้คาดหวังกับตัวหนังมาก อีกอย่างตั้งแต่หนังภาคแรกในปี 2001 มันก็ไม่ใช่หนังขวัญใจนักวิจารณ์อยู่แล้วแต่ด้วยความสนุกและแปลกใหม่ของปีศาจที่เป็นกึ่งฆาตกรต่อเนื่องและมีรูปแบบการฆ่าแบบคัลต์สุดๆอย่างการจำศีล 23 ปีและออกล่าเหยื่อ 23 วันก็เพียงพอให้มันทำเงินจนกลายเป็นหนังสยองทุนต่ำกำไรงามจนมีภาคต่อเป็น Jeepers Creepers 2 ในปี 2003 โดยไม่ได้มีตัวละครที่สานต่อมาจากภาคแรกแต่อย่างใด และเหมือนวิคเตอร์ ซัลวาผู้กำกับและเขียนบทของหนังชุดนี้จะยังไม่หนำใจจึงกลับมาทำภาคสามซึ่งเนื้อหาก็ไม่ได้ต่อเนื่องจากภาคแรกโดยตรง มีเพียงตำนานเจ้าตัวครีปเปอร์และการกลับมาของตัวละครเก่าจากภาคแรกอย่างจ่าเดวิส ทับส์ (แบรนดอน สมิธ)และทริช (จีนา ฟิลลิปส์) มาปรากฏตัวให้แฟนๆได้หายคิดถึง ซึ่งซัลวาก็จัดเต็มแบบไม่ให้แฟนหนังชุดนี้ผิดหวังทั้งฉากโหดๆและจังหวะตุ้งแช่ชวนตกใจที่คุ้นเคยเหมือนภาคแรก ซึ่งแม้ซัลวาจะไม่ได้สร้างอะไรใหม่ๆให้แฟรนไชส์ชุดนี้นักแต่ต้องยอมรับในความแม่นยำของจังหวะในการหลอกล่อคนดูของซัลวาที่ยังเล่นงานให้ตกใจได้เสมอ เพียงแต่หนังกลับตกม้าตายในเชิงงานสร้างที่หลายฉากเห็นได้ชัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์กราฟิกแบบง่อยๆรวมถึงในแง่ตรรกะและความน่าเชื่อถือของตัวละครจนหลายฉากกลายเป็นหนังตลกไปหน่อยดังที่จะกล่าวต่อไป

รีวิวJeepers Creepers 

และการนำตัวละครเก่ามาปรากฏตัวในหนังภาคสามก็กลายเป็นจุดโป๊ะแตกของเรื่องจนได้เมื่อตัวละครอย่างเดวิส ทับส์ (แบรนดอน สมิธ) ที่มีบทบาทในภาคแรกกลับกลายเป็นตัวละครที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเจ้าครีปเปอร์จนได้พบกับนายอำเภอ แดน แทชเทโก (สแตน ชอว์) หัวหน้ากองกำลังนักล่าครีปเปอร์ที่อยู่ดีๆก็โผล่มาตอนต้นเรื่องแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และทั้งเรื่องเดวิส ทับส์ก็เอาแต่กลัวเจ้าครีปเปอร์เหมือนเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก นอกนั้นหนังก็มีอะไรโป๊ะแตกตามรายทางทั้งตัวละครเด็กเลวที่อยู่ดีๆก็รนหาที่ตายด้วยการไปยุ่งกับรถจิ๊บมรณะจนดวงถึงฆาต แต่ฉากไหนก็ไม่ชวนฮาเท่าเกเลนที่อยู่ดีไม่ว่าดีดันไปประสานมือกับซากมือเจ้าครีปเปอร์และยังชวนให้นายอำเภอแดนขาโหดมาร่วมวงทดลองเพราะคิดว่าจะหาทางฆ่าเจ้าครีปเปอร์ได้ แต่ท้ายสุดหนังก็ไม่พูดถึงวิธีฆ่าเจ้าครีปเปอร์จากการประสานมือครั้งนั้นแต่อย่างใด มิหนำซ้ำหนังยังให้เจ้าครีปเปอร์โดนกับดักในรถตัวเองเล่นงานแบบคาดไม่ถึงจนคนดูแทบเหวออีกต่างหาก ซึ่งไปๆมาๆความบันเทิงของหนังนอกจากฉากตุ้งแช่ชวนตกใจแล้วก็มีความด้อยเหตุผลที่ปรากฎตามรายทางหนังนี่แหละที่คอยเรียกเสียงฮาแบบไม่ตั้งใจได้หลายครืน

รีวิวJeepers Creepers 

สรุปแล้ว Jeepers Creepers 3 ก็ถือเป็นหนังสยองขวัญที่กระตุ้นอดรีนาลีนและยังเรียกเสียงหัวเราะแบบไม่ตั้งใจได้หลายครืนซึ่งก็เหมาะกับคนที่ไม่ซีเรียสกับการความไร้เหตุผลของเรื่องราวและเอฟเฟกต์ที่ไม่แนบเนียนเท่าไหร่ซึ่งหนังก็ทำให้ตกใจและน่าสะพรึงกลัวเป็นบางจังหวะได้ประมาณหนึ่ง ถือเป็นหนังสยองขวัญส่งท้ายปีที่น่าพึงพอใจทีเดียว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.beartai.com…

รีวิวภาพยนตร์ Last Shift 2014 โรงพักผีเฮี้ยน ดูคนเดียวตอนกลางคืนไม่ได้

รีวิวภาพยนตร์ 

รีวิวภาพยนตร์  นี่คือสุดยอดหนังสยองขวัญสั่นประสาทที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า “ดูคนเดียวตอนกลางคืนไม่ได้” เพราะหนังมันจะหลอนท่านชนิดที่เรียกได้ว่าขวัญกระเจิงแน่นอน

รีวิวภาพยนตร์  หนังสยองขวัญ หนังโหด หนังหายาก  Last Shift หนังสายโหดปนความหลอนกันบ้าง เมื่อคืนธรรมดาของตำรวจสาว กลับเปลี่ยนเป็นคืนวิปโยคที่เธอจะไม่มีวันลืมมัน เพราะโรงพักที่เธอเข้าเวรยามดึก ถูกเปลี่ยนเป็นนรก เพราะวิญญาณชั่วร้ายที่สิงสถิตอยู่ที่นั่น!!!
ระดับความหลอนปนสยอง 8 หลุม

เป็นเรื่องราวของตำรวจสาวมือใหม่นามว่า ลอเรน เธอเพิ่งเข้ามาประจำการได้ไม่นานและนี่คือวันเริ่มต้นงานวันแรกของเธอ ซึ่งนั่นก็คือการเข้าเวรเฝ้าโรงพักหลังเก่าที่กำลังจะถูกทุบทิ้งในไม่ช้า ข้าวของทุกอย่างถูกขนย้ายไปยังโรงพักใหม่เป็นที่เรียบร้อย

จะเหลือก็เพียงแต่ข้าวของเล็กๆน้อยๆที่ยังขนย้ายไปไม่หมด หน้าที่ของลอเรนก็เพียงแต่เฝ้าดูความเรียบร้อยและรอให้คนงานมาขนข้าวของที่เหลือไป ฟังดูเหมือนง่ายแต่ทว่า…ที่โรงพักแซนฟอร์ดแห่งนี้กลับมีเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ เพราะมันคือสถานที่ฆ่าตัวตายของสามพี่น้องเพย์มอน ซึ่งหลังจากที่พวกมันได้ลักพาตัวเด็กสาว 10 คนไปทรมานและฆ่าเพื่อบูชาซาตาน ทั้งหมดก็ถูกจับตัวได้และตัดสินใจหนีความผิดด้วยการผูกคอตายในคุก

แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ พวกมันได้ทำพิธีกรรมบางอย่างเพื่อตรึงดวงวิญญาณไว้ที่โรงพักแห่งนี้และสาบานว่าจะแก้แค้นตำรวจทุกคน!ที่จับพวกมันมา และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ตำรวจทั้งโรงพักอยู่กันไม่ได้และถึงกับต้องย้ายออกไปในที่สุด ทั้งเสียงลึกลึบสุดผวา ข้าวของเคลื่อนย้ายเองเหมือนมันชีวิต โทรศัพท์จากเด็กสาวแปลกหน้าที่ต้องการความช่วยเหลือ เสียงกระซิบข้างหูที่บอกว่า”กูจะฆ่ามึง”คืนนี้มึงไม่รอดแน่ (โคตรน่ากลัววววว) ถึงแม้ลอเรนจะกลัวมากขนาดไหน แต่เธอเชื่อว่าผีไม่มีจริงในโลกและใครก็ตามที่ทำเรื่องแบบนี้กับเธอมันต้องได้รับบทเรียน ว่าแล้วลอเรนก็ยังยืนยันที่จะอยู่เฝ้าโรงพักแห่งนี้ต่อไปจนกว่าจะพ้นข้ามคืน ไปดูกันครับว่าเธอจะต้องพบเจออะไรบ้างและจะเอาชีวิตรอดพ้นจากค่ำคืนสุดนรกแตกนี้ได้หรือเปล่า

ไม่น่าเชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะถูกดัดแปลงมาจาก Assault on Precinct 13 หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อไทยว่า สน.13 รวมหัวสู้ ของลุงจอห์น คาเพนเตอร์ ซึ่งต้นฉบับนั้นจะเป็นเรื่องราวของการเอาชีวิตรอดของกลุ่มตำรวจที่ติดอยู่ในโรงพักและถูกพวกผู้ร้ายล้อมเอาไว้ด้วยสารพัดอาวุธที่จะฆ่าพวกเขาให้หมดทั้งโรงพัก แต่ใน Last Shift นั้นกลับแตกต่างออกไป เพราะพวกมันไม่ใช่ผู้ร้ายธรรมดา แต่มันคือผี! เนื้อเรื่องอาจจะยังไม่ค่อยแปลกใหม่เท่าไหร่ แต่ความน่ากลัวเอาไป 10 กระโหลก

รีวิวภาพยนตร์
ขึ้นชื่อว่าผีแล้วน่ากลัวหมดล่ะครับ แต่คราวนี้ที่มันสุดยอดก็คือพวกมันไม่ได้แค่มาแค่หลอกให้ขวัญผวาเท่านั้น แต่มันจะมาเอาถึงตายเลยครับ เริ่มต้นด้วยการหลอนและหลอกให้กลัว ตามติดมาด้วยการปรากฏตัวแบบสุดสะพรึง ไล่ไปจนถึงฉากที่ตัวละครต้องเอาชีวิตรอดจากการถูกพวกมันไล่ล่า กว่าลอเรนจะยอมรับว่าพวกมันมีตัวตนจริงๆ ก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้วครับ (เป็นผมนี่หนีเอาชีวิตรอดตั้งแต่ช๊อตแรกที่เจอแล้ว ผู้หญิงบ้าอะไรจิตแข็งเกิ๊นนน)

จะว่ายังไงดี…ตัวหนังมันชี้ชัดๆให้เห็นเลยว่ามีผีนะ (ดูเอาจากปกยังได้เลย) ถึงกระนั้นแล้วความน่ากลัวของมันกลับไม่ได้ลดน้อยลงไปสักนิด ขนาดผมเตรียมใจมาเต็มที่ยังหลอนแบบสุดๆ ด้วยความที่ว่าการดำเนินเรื่องมันชวนให้ติดตาม อีกทั้งตัวแสดงยังมีเพียงคนเดียว มันดูโดดเดี่ยว ทั้งหวาดระแวง ทั้งน่ากลัว อธิบายไปก็ไม่มีทางรับรู้ได้ทั้งหมดหรอกครับ ของแบบนี้มันต้องลองเอง บอกได้คำเดียวครับว่า “เดี๋ยวรู้เลย” สมแล้วที่หลายๆคนถึงกับยกให้มันเป็นหนังผีสุดน่ากลัวในปีนี้เลย

นี่คือหนึ่งในฉากหลอนที่เคยทำเอาเเอดสะดุ้งเกือบตกเก้าอี้มาเเล้ว…เป็นเรื่องราวของตำรวจสาวคนนึงที่เข้าเวรตอนกลางคืนในโรงพักเก่าคนเดียว เเล้วเจอเรื่องชวนขนหัวลุกหลอกหลอนตลอดทั้งคืน เเวะเวียนมาทักทายนาง ความหลอนเริ่มจากเล็กๆน้อยๆค่อยๆเพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ เเอดดูไปก็หวาดระเเวงสิ่งรอบตัวไป หันมองหน้ามองหลังตัวเองอยู่ตลอด เพราะอินกับบรรยากาศในหนังมันชั่งบิ้วซะเหลือเกิน เป็นคุณจะหลอนไหมละ ถ้าต้องมาทำงานตอนกลางคืนคนเดียวในสถานที่ที่มีประวัติน่ากลัวมาก่อน โอยย…มีใครบ้างไม่ขนหัวลุก หนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีเกินราคามาก ตอนเเรกนึกว่าเป็นหนังผีเกรดล่างๆคงไม่มีอะไร เเต่ที่ไหนได้เเอดคิดผิดนะสิ หนังเเม่มหลอนโคตรๆ ใครยังไม่เคยดูก็ลองไปหามาดูกันได้นะ..หาไม่ยากหรอก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://uan-noi-soi-nueng.blogspot.com…

รีวิวภาพยนตร์ A Werewolf Boy (2012) หนังดังอีกเรื่องที่ต้องปรบมือให้ซงจุงกิ

รีวิวภาพยนตร์ 

รีวิวภาพยนตร์  A Werewolf Boy  ฉีกบทพระเอกหน้าหวานมุ้งมิ้ง กลายเป็นมนุษย์หมาป่าที่ซื่อสัตย์ รอคอยเธอด้วยรักใสซื่อบริสุทธิ์

รีวิวภาพยนตร์ เป็นที่มาของเรื่องราวมิตรภาพและความภักดีที่ซาบซึ้งกินใจจนมิอาจกลั้นน้ำตาไว้ได้แน่นอน

A Werewolf Boy เป็นภาพยนตร์ที่เคยเข้าฉายในเมืองไทยในชื่อว่า วูฟบอย เป็นภาพยนตร์ดังเรื่องหนึ่งของเกาหลี เปิดตัวรอบปฐมทัศน์ที่ 2012 Toronto International Film Festival และกลับมาเปิดตัวในเกาหลีที่งาน 17th Busan International Film Festival ก่อนฉายจริงด้วยการต้อนรับล้นหลามจากผู้ชม จัดเป็นหนังแนวเมโลดรามาที่ประสบความสำเร็จสูงมาก ซึ่งปกติหนังใน genre นี้มักไม่ขายดีถึงขั้นติดอันดับ Top box office เท่าไหร่นัก

A Werewolf Boy นอกจากเป็นหนังฮอตแล้ว ยังมีรางวัลการันตีหนังคุณภาพด้วย นักเขียนโจซองฮี ได้รางวัล Best New Director จาก 49th Baeksang Arts Awards ปี 2013 และอีกหลายเวทีรางวัล รวมทั้งยังพานักแสดงอื่นๆรับกันไปอีกหลายรางวัลเช่นกัน

A Werewolf Boy เป็น fantasy romance drama เรื่องราวของหญิงสาวผู้เปิดโลกใหม่ให้มนุษย์หมาป่าจนกลายเป็นมิตรภาพรักข้ามสปีชีส์ ที่ผูกพันหัวใจบริสุทธิ์ไว้ตลอดกาล เพียงแค่เธอเอ่ยคำเดียวว่าให้รอ

รีวิวภาพยนตร์ 

หนังเริ่มเรื่องที่คุณยายซุนอีซึ่งอาศัยอยู่กับครอบครัวอบอุ่นที่อเมริกา เธอได้รับโทรศัพท์จากเกาหลีว่าจะขายบ้านหลังเก่าในวัยเด็กของเธอ ทำให้เธอต้องรีบเดินทางมาเกาหลี โดยมีหลานสาว อึนจู ที่เรียนอยู่เกาหลีพาไปบ้านหลังนั้นที่อยู่ในชนบทห่างไกล เรื่องราวในอดีต 47 ปีที่แล้วที่เกิดขึ้น ณ ที่นี่ จึงถูกเล่าเรียงออกมา

ซุนอี (รับบทโดย พัคโบยอง) เด็กสาววัย 17 สุขภาพปอดไม่ดี เรียนไม่เก่ง มีนิสัยค่อนข้างเก็บตัว แม่พาย้ายมาอยู่ชนบทเพื่อรับอากาศดีๆตามคำแนะนำของหมอ พ่อของเธอเคยเป็นนักธุรกิจแต่เสียไปแล้ว เธอจึงอยู่กับแม่ซึ่งเป็นนักเขียนอิสระ (รับบทโดย จางยองนัม) และน้องสาว คือ ซุนจา ( รับบทโดย คิมฮวางกี)

รีวิวภาพยนตร์ 

จีแท (รับบทโดย ยูยอนซอก) ลูกชายของเจ้าของบ้านหลังนี้ พ่อของเขาก็คือพาร์ทเนอร์ธุรกิจของพ่อซุนอี ที่ซุนอีรู้อยู่เต็มอกว่าโกงพ่อของเธอ จีแทเป็นหนุ่มสไตล์เมืองกรุงขี้โอ่ เห็นแก่ตัว ใจร้าย ขี้อิจฉา ชอบวางอำนาจ แต่เขารักซุนอี หวังจะได้แต่งงานกับเธอ จึงขยันมาป้วนเปี้ยนยุ่มย่ามกับครอบครัวเธอเป็นกิจวัตร ซึ่งกลายเป็นการสร้างความรำคาญใจให้ซุนอีซะมากกว่า

วันหนึ่ง ที่โรงเก็บของข้างๆบ้าน ซุนอีพบเด็กหนุ่มสภาพจรจัดคนหนึ่ง มีลักษณะพฤติกรรมกึ่งสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การกิน การไม่พูด มีแต่สายตาระแวงภัยตลอดเวลา แต่ทั้งตำรวจและสำนักราชการประจำหมู่บ้านก็ไม่สามารถหาทางออกหรือจัดที่ไปให้เด็กหนุ่มคนนี้ได้ในทันที แม่ซุนอีผู้โอบอ้อมจึงให้เขาอยู่ด้วยกันไปก่อนชั่วคราว ด้วยความสงสาร คิดว่าคงเป็นเด็กถูกทอดทิ้งจากภาวะสงคราม และตั้งชื่อให้สมาชิกใหม่ในครอบครัวคนนี้ว่า ชอลซู (รับบทโดย ซงจุงกิ)

ชอลซูถูกจับไปอาบน้ำอาบท่า ตัดผม ใส่เสื้อผ้าใหม่ รูปลักษณ์ภายนอกดูดีขึ้นละ แต่เมื่อสมาชิกใหม่มาร่วมโต๊ะอาหาร ความโกลาหลก็เกิด เพราะสัญชาติญาณการกินที่มูมมามน่ากลัว ความระแวงคนที่ทำให้ใครเข้าใกล้ไม่ได้ ซุนอีจึงคิดสอนเขาให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติได้ ด้วยใช้ตำราฝึกเลี้ยงสุนัข จนสามารถสั่งให้ทำ สั่งให้หยุด และมีรางวัลลูบหัวชมเชยที่ถูกใจชอลซูอย่างมาก การใช้ชีวิตร่วมกันจึงเป็นไปได้ราบรื่นขึ้น ชอลซูเรียนรู้อะไรใหม่ๆมากมายจากซุนอี เชื่อฟังซุนอีทุกอย่าง สามารถวิ่งเล่นตามซุนอี ซุนจาและเด็กๆเพื่อนบ้านได้อย่างกลมกลืนสนุกสนาน

เวลาผ่านไป ซุนอีเพิ่มพูนความรักผูกพันกับชอลซู จนถึงขั้นไม่ยอมปล่อยชอลซูไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพราะห่วงกลัวจะไม่มีใครเข้าใจและเมตตาเขา ชอลซูจึงได้อยู่กับครอบครัวนี้ต่อไป ในขณะที่จีแทสะสมความไม่พอใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นคิดร้ายต่อชอลซู ชอลซูถูกกระตุ้นสัญชาติญาณดิบการต่อสู้เพื่อรอด เมื่อความโกรธพีคถึงจุด ชอลซูจะกลายร่างเป็น มนุษย์หมาป่า!! แต่ความดุร้ายนั้นจะพุ่งเป้าไปหาเฉพาะคนที่ทำร้ายเขาเท่านั้น เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายกันจึงเป็นเรื่องถึงตำรวจ

ความซวยของเรื่องเกิดต่อมา เมื่อซุนอีผู้บอบบางเกิดเป็นลมขณะอยู่กับชอลซู ชอลซูตกใจแบกเธอขึ้นหลังไปหาทุกคนที่คิดว่าจะช่วยได้ แต่บังเอิญไม่มีใครอยู่สักคน จึงพาเข้าไปหลบไว้ในป่าลึก ทำให้ทุกคนเข้าใจผิดว่าชอลซูเกิดดุร้ายอีกครั้ง และจะทำร้ายซุนอี

ในขณะเดียวกัน ให้บังเอิญพบที่มาของชอลซูว่า เขาเป็นผลผลิตของโครงการวิจัยที่ทหารเคยลักลอบสร้างมนุษย์หมาป่าไว้ใช้ประโยชน์ในทางสงคราม นี่เอง เป็นที่มาว่า ชอลซูจึงแข็งแรงมาก สายตา จมูก หู ไวเยี่ยม คงสภาพไม่เสื่อมตามกาลเวลาด้วย

นายทหารและนักวิจัยเจ้าของโครงการถูกตามกลับมา และได้ตัดสินใจร่วมกันว่าเรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ ถ้าไม่ฆ่าก็ต้องขังชอลซูไว้ติดตามพฤติกรรมก่อนว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่ ซึ่งแนวโน้มก็เห็นว่าชอลซูดูอ่อนโยนปลอดภัย มีแววเรียนรู้ได้ และปรับตัวอยู่ในสังคมได้ แต่สำหรับจีแทแล้ว ชอลซูเป็นเพียงแค่สัตว์ประหลาดที่ไม่ควรมาอยู่ร่วมกันกับมนุษย์ หรือแย่งความรักความสนใจจากซุนอีไป เขาจึงมิรอช้า หลอกล่อชอลซูเข้าฉากป้ายสี ให้กลายเป็นตัวอันตรายที่ต้องถูกกำจัดพ้นทางโดยไว (โอย! ยูยอนซอกเล่นเรื่องนี้ได้ร้ายชวนโดนถีบมาก และก็ชวนสงสัยว่า ถ้ายูรวยเท่ขนาดนี้ จะมาหลงรักสาวป่วยๆจนๆคนนี้ทำไม ห๊า!)

แผนชั่วของจีแททำให้เหตุการณ์บายปลายไปเยอะ น่าเป็นห่วงชะตากรรมของชอลซู จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับความสัมพันธ์ของเขาและเธอ จนทำให้ย้ายไปอยู่ในอเมริกา และการกลับมาเยือนบ้านหลังนี้อีกครั้งของคุณยายซุนอี แม้จะผ่านเลยไปถึงสี่สิบกว่าปีแล้ว จะพบเรื่องราวใดอีก ไปติดตามชมต่อกันได้

รีวิวภาพยนตร์ 

รีวิวภาพยนตร์ 
จริงๆแล้ว เรื่องนี้เป็นเมโลดรามา หรือเรียกง่ายๆภาษาชาวบ้านกันว่า หนังน้ำเน่าประโลมโลก คือ ตัวละครมาแบบไม่เรียล มีเพียง 2 มิติ ดีสุดกับร้ายสุด ไม่มีเทาๆ เรื่องราวก็เป็นสูตรสำเร็จ คนไม่ดีทำร้ายคนดี ทำให้เดาเรื่องราวได้ง่าย แต่หนังก็ยังให้ความสนุกสนานที่ชวนติดตามได้อยู่ เพราะความเข้มข้นของอารมณ์ ความน่าเอ็นดูและชวนสงสาร ลุ้นในชะตากรรมของชอลซู และยังลุ้นความรักความผูกพันของเขาทั้งสองว่าจะได้ลงเอยเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าชวนนึกถึงเทพนิยาย The Beauty and The Beast โฉมงามกับเจ้าชายอสูร แต่ผู้เขียนว่าโดยรวมหนังไม่ได้โรมานซ์แฟนตาซีถึงขั้นนั้นนะ ในความเห็นส่วนตัวกลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแบบ E.T. The Extra Terrestrial เพื่อนรักจากต่างดาวมากกว่า

ความซึ้งประทับใจในความรักผูกพันของซุนอีกับชอลซู มาในรูปแบบที่เปรียบเสมือน เจ้านายกับสัตว์เลี้ยง เพื่อนกับเพื่อน หรือในบางมุมที่ผู้ชมอาจจะอยากลุ้นให้เขารักกันเช่นหนุ่มสาว แต่เชื่อไหมว่า ถึงจะไม่ได้ชัดว่าเป็นรักกันแบบชายหญิง แต่แทบทุกฉากเข้าบทพระนางกันก็ทำให้ผู้ชมมีความฟินได้เต็มๆนะ ซึ่งเดิมหนังก็ทิ้งบทจบไว้แบบเรียลๆ ทราบมาว่าผู้กำกับได้ตัดสินใจปรับบทจบใหม่ภายหลังที่หนังได้เปิดตัวไปแล้ว เพื่อให้หนังได้อรรถรสสมบูรณ์ขึ้น

หนังเรื่องนี้เรียกน้ำตาได้หลายๆฉาก ที่ผู้เขียนประทับใจมาก คือ หลังจากซุนอีพยายามสอนพูดอ่านเขียนให้ชอลซูไปมากมาย แต่ก็ยังไม่เห็นจะมีบทให้ชอลซูพูดได้สักที จนมาถึงฉากสำคัญที่ซุนอีตัองตัดสินใจอย่างเจ็บปวดไล่ชอลซูให้จากไปเพื่อความปลอดภัยของเขาก่อนที่ชาวบ้านจะมาถึง คำพูดแรกที่ชอลซูออกมาจากปากและจากใจ คือ ‘คาจิมา’ ซึ่งแปลว่า ‘อย่าไป’ โห..น้ำตาหยดแหมะทันใด หรือฉากง่ายๆตลอดเรื่องที่จะเห็นชอลซูมักคอยก้มหัวลงเพื่อขอให้ซุนอีลูบแสดงความรักเป็นรางวัลตอบแทนทุกครั้งที่ทำถูกใจตามสั่ง ทำเอาเราต้องอมยิ้มอิ่มเอมใจ หรือแม้แต่คำสั้นๆในกระดาษโน้ตที่บอกชอลซูว่า ‘รอก่อน’ มันช่างฟิลจี๊ดสะเทือนใจมาก

ซงจุงกิ สลัดคราบ flower boy (เป็นคำเรียกหนุ่มหน้าตาดีในสำนวนของชาวเกาหลี) หน้าหวานๆ เปลี่ยนเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งคนกึ่งสัตว์ได้น่าสนใจ การแสดงของเขาทำได้ดีมาก ด้วยทั้งท่าทาง และสายตา บทสวาปามมูมมามเป็นสัตว์ป่าผู้หิวโหย บทตื่นตัวระแวดระวังภัย บทใสซื่ออยากรู้อยากเห็น บทเชื่องแบ๊วจงรักภักดี บทหวงแหนเจ้าของ ยกเว้นบทเดียวคือความดุร้ายอันตรายเป็นหมาป่า ก็ไม่รู้เป็นเพราะหน้าตาหวานๆทำได้ยาก หรือ ยังแสดงไม่ถึง เทคนิคถ่ายทำก็ช่วยไม่ได้มาก ส่วนตัวไม่ค่อยได้อารมณ์หวาดกลัวเท่าไหร่เลย แต่เอาจริง ลึกๆของคาแรคเตอร์ตัวละครชอลซูก็อาจไม่ได้เน้นด้านดุร้ายอยู่แล้ว ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือนเป็นสุนัขพันธุ์น่ารัก พวกกลุ่ม toy ที่เวลาโกรธก็แยกเขี้ยวได้ แต่เนื้อแท้ก็ยังมีความน่ารักอยู่มั้ง (นี่เข้าข้างกันเกินไปรึปะนะ 555)

เมื่อซงจุงกิเข้าบทกับพัคโบยองที่แสดงได้ดีเยี่ยม ถ่ายทอดอารมณ์ได้เป็นธรรมชาติมาก เคมีทั้งคู่ไปด้วยกันได้ลงตัว จึงควรค่าให้บันทึกไว้เป็นตำนานรักบริสุทธิ์อีกบทหนึ่งที่งดงามตราตรึงใจผู้ชมไปทั่วโลก

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.korseries.com…

อัพเดต หนังเข้าใหม่เดือน กุมภาพันธ์ 2562 ต้อนรับเดือนแห่งความรัก

อัพเดต หนังเข้าใหม่ ใครรักหนัง ชอบดูหนัง ต้องไม่พลาดอัพเดต หนังเข้าใหม่เดือน กุมภาพันธ์ 2562

อัพเดต หนังเข้าใหม่ เรามาดูกันว่าจะมี หนังประทับใจ เรื่องไหนที่ต้องจูงมือแฟนไปดู หรือชวนเพื่อนไปชม ในเดือนแห่งความรักนี้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไปชม 4 หนังใหม่เรื่องเด็ด น่าดูที่เราคัดมาให้แล้วกัน !!

1.โคตรพยัคฆ์ หยิน หยาง (The Knight of Shadows: Between Yin and Yang)

อัพเดต หนังเข้าใหม่
หนังเข้าใหม่เดือน กุมภาพันธ์ 2562 เปิดเรื่องแรกต้อนรับตรุษจีนกันด้วย โคตรพยัคฆ์ หยิน หยาง หนังจัดเต็มเอฟเฟคตระการตาเหนือจินตนาการ อีกหนึ่ง หนังประทับใจ ของคนรักภาพยนตร์แนวแฟนตาซี นำแสดงโดย แจ็คกี้ ชาน หรือ เฉินหลง รับบทเป็น “ซงหลิง” นักล่าอสูรที่แฝงกายมาเป็นมนุษย์โลก และมีอาวุธประจำกาย คือ พู่กันวิเศษ ที่จะออกมาวาดลวดลายการต่อสู้ที่แตกต่างจากเดิมไปโดยปริยาย ซึ่งจะได้ชมความสวยงามของเมืองจีนในภาพยนตร์นี้อย่างเต็มอิ่ม ใครเป็นแฟนเฉินหลงต้องไม่พลาดแล้วค่ะ

แนวภาพยนตร์ : แอ็คชั่น/แฟนตาซี
กำหนดเข้าฉาย : 5 กุมภาพันธ์ 2562
คะแนนความน่าดู : ★★★★

2.อลิตา แบทเทิล แองเจิ้ล (Alita: Battle Angel)

อัพเดต หนังเข้าใหม่
สัมผัส หนังเข้าใหม่เดือน กุมภาพันธ์ 2562 ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่น-ไซไฟ ปรับมาจากการ์ตูนญี่ปุ่น อำนวยการสร้างโดยเจมส์ คาเมรอน บอกเล่าเรื่องราวแห่งโลกอนาคตศตวรรษ 26 กับเรื่อง Alita: Battle Angel ไซบอร์กสาว “อลิตา” (รับบทโดย โรซา ซาลาซาร์) ที่ถูกเก็บมาและจำอดีตเกี่ยวกับตัวเธอไม่ได้ หลงเหลือเพียงแค่ความทรงจำเกี่ยวกับทักษะการต่อสู้เท่านั้น เอาเป็นว่าอลิตาจะต้องตามหาตัวตน พร้อมกับปราบเหล่าร้ายที่มุ่งจะทำร้ายเธอและคนที่เธอรัก ภาพยนตร์เรื่องนี้สาวโรซาจะต้องกลายเป็นอนิเมชั่นตลอดทั้งเรื่องช่างดูแปลกตาดีเหมือนกันนะ

แนวภาพยนตร์ : แอ็คชัน/ผจญภัย/โรแมนติก/ไซไฟ
กำหนดเข้าฉาย : 14 กุมภาพันธ์ 2562
คะแนนความน่าดู : ★★★★

3.Friend Zone ระวัง.. สิ้นสุดทางเพื่อน

อัพเดต หนังเข้าใหม่
มาถึงคิว หนังเข้าใหม่เดือน กุมภาพันธ์ 2562 กับภาพยนตร์ไทย ค่ายหนังอารมณ์ดี GDH สำหรับ หนังประทับใจ Friend Zone ระวัง.. สิ้นสุดทางเพื่อน ฉายต้อนรับวันแห่งความรักวาเลนไทน์ คุณจะได้ชมโมเมนต์น่ารักๆ กุ๊กกิ๊ก ระหว่าง “ปาล์ม” สจ๊วตหนุ่มสุดหล่อสาวกริ๊ด (รับบทโดย นาย ณภัทร เสียงสมบุญ) ที่แอบรักเพื่อนอย่าง “กิ๊ง” (รับบทโดย ใบเฟิร์น พิมชนก ลือวิเศษไพบูลย์) สาวน้อยนักเดินทางตามหารักแท้ แต่ความรักแท้มันตามหาไม่ง่ายหน่ะสิ !! เอาเป็นว่า เรื่องราวจะเป็นอย่างไรคงต้องตามลุ้นกันต่อในโรงภาพยนตร์ว่า “การแอบรักเพื่อนครั้งนี้จะสมหวังหรือไม่?” ดูจากทีเซอร์ในเรื่องนี้ยังมีนักแสดงหนุ่มหล่ออีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น เจสัน ยัง, เบน เบนจามิน วาร์นี, เบสท์ ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ และส้วม สุขพัฒน์ โล่วัชรินทร์ รับรองว่าจะมาสร้างเสียงหัวเราะเติมความสุขในวันพิเศษๆ ได้เป็นอย่างดี

แนวภาพยนตร์ : รักโรแมนติก/คอมเมดี้
กำหนดเข้าฉาย : 14 กุมภาพันธ์ 2562
คะแนนความน่าดู : ★★★★★

4.พี่นาค

อัพเดต หนังเข้าใหม่
“เมื่อนาค เป็นผี” หนังเข้าใหม่เดือน กุมภาพันธ์ 2562 ตัดอารมณ์ให้แตกต่างด้วยภาพยนตร์ไทยสยองขวัญปนฮา บอกเล่าเรื่องราวอาถรรพ์ “ตำนานในวัดนี้ไม่มีใครเคยได้บวชเป็นพระ เพราะคนมาบวชใหม่ก็จะตายตอนเป็นนาคทุกคน” เมื่อ “โหน่ง” (รับบทโดย ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์) หนุ่มดวงซวยอยากบวชอุทิศส่วนกุศลในวันนี้ พร้อมกับกะเทยคู่หูที่บอกว่าถ้าถูกหวยจะยอมบวชอย่าง “เฟิร์ส” (รับบทโดย เจมส์ ภูวดล เวชวงศ่า) และ “บอลลูน” (รับบทโดย เอม วิทวัส รัตนบุญบารมี เน็ตไอดอลสายฮา เอม ตามใจตุ๊ด) ที่ตั้งใจมาบวชล้างซวยแต่ต้องมาเจอกับ ผีนาคสุดเฮี้ยน (รับบทโดย ชิน ชินวุฒิ) และพ่วงด้วยสาว พลอยชมพู ญานีน ที่มาแสดงร่วมด้วp ดูจากทีเซอร์แล้วพี่นาคมีทั้งสนุกและน่ากลัวพร้อมๆ กัน

แนวภาพยนตร์ : หนังตลก/สยองขวัญ
กำหนดเข้าฉาย : 21 กุมภาพันธ์ 2562
คะแนนความน่าดู : ★★★

เรียกได้ว่ามีครบทุกแนวกับ 4 หนังใหม่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่เราคัดมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เอาเป็นว่า ถูกใจเรื่องไหนก็ตีตั๋วไปดูได้เลย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.mushroomtravel.com…