ยานุสซ์คามินสกี ผู้กำกับภาพคู่บุญของสตีเวน สปีลเบิร์กจาก Schindler’s List ถึง Ready Player One

ยานุสซ์คามินสกี

ยานุสซ์คามินสกี ผู้กำกับภาพที่อยู่กับสปีลเบิร์กในทุกขั้นทุกตอนในหนังแทบทุกเรื่องของเขา

คามินสกีเดินทางออกจากโปแลนด์ตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยแรงผลักทางการเมืองในประเทศที่ยังร้อนแรงและคุกรุ่นเมื่อเกิดการประท้วงหยุดงานในยุค 80 เขาเดินทางเข้าสหรัฐฯ เข้าเรียนที่วิทยาลัยโคลอมเบียสาขาภาพยนตร์และลงเรียนงานกำกับภาพในสถาบันภาพยนตร์อเมริกันปี 1987 โดยไม่รู้เลยว่า ในอีกเจ็ดปีให้หลัง เมื่อเขาได้พบกับผู้กำกับหนุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายยิวนามสปีลเบิร์ก จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ยาวนานมาจนปัจจุบัน

อาจจะกล่าวได้ว่า Schindler’s List คืองานชิ้นใหญ่ชิ้นสำคัญของคามินสกี และเป็นจุดตั้งต้นให้โลกรับรู้ถึงสไตล์การกำกับภาพอันโดดเด่นไปด้วยแสงอันจัดจ้านในหนังที่เล่าเรื่องด้วยภาพขาวดำ การตัดกันของแสงเงาอันทรงพลังขับให้เห็นความโหดร้ายทารุณของการกวาดล้างชาวยิวของนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะกับฉาก “เด็กผู้หญิงในเสื้อโค้ตสีแดง” อันแสนสะเทือนใจ ไม่น่าแปลกที่หนังเรื่องนี้จะส่งให้คามินสกีคว้ารางวัลผู้กำกับภาพยอดเยี่ยมจากออสการ์ได้เป็นครั้งแรกของการเข้าชิง

“แสงคือตัวเล่าเรื่องที่สำคัญมากๆ นะครับ ในเชิงจิตวิทยาแล้วมันสำคัญกับชีวิตคนเรามากๆ การไม่ได้เห็นแสงนานๆ ทำให้คุณฆ่าตัวตายเอาได้ หรือประเทศที่แสงอาทิตย์ไม่ค่อยส่องไปถึงก็ต้องประดิษฐ์แสงเทียมขึ้นมาเพื่อให้ประชากรรู้สึกถึงชีวิต ผมใช้และไม่ใช้แสงเพื่อเล่าเรื่อง ผมชอบที่จะจัดแสงหนักๆ เป็นแสงที่คุณมองเห็นได้และจะไม่มีทางใช้แสงจางๆ หรือแสงธรรมชาติในหนังเด็ดขาด ผมจะใช้แสงจากเครื่องปั่นไฟหรืออะไรก็ตามที่ทำให้มันปรากฏในหนังชัดเจนที่สุด” เขาให้ความเห็น ขณะเดียวกัน การได้ร่วมทำงานกับสปีลเบิร์กก็ดูจะเป็นสิ่งที่เขาชอบใจไม่น้อย เพราะระหว่างที่กำกับภาพให้หนังเรื่องนี้ คามินสกียังรู้มาว่าในอีกด้านหนึ่ง สปีลเบิร์กยังง่วนอยู่กับการทำหนังฟอร์มยักษ์ขึ้นชื่ออีกเรื่องของเขาอย่าง Jurassic Park (1993) ซึ่งเนื้อเรื่องและอารมณ์ของหนังต่างกันชนิดคนละโลกกับหนังที่ว่าด้วยการฆ่ากวาดล้างชาวยิวที่เขากำลังถ่ายทำอยู่ แล้วอะไรจะมหัศจรรย์ใจไปกว่าการได้เห็นไอ้ผู้กำกับหนุ่มบ้าพลัง ทำหนังสองเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันอีกล่ะ แถมนี่ยังดูจะเป็นนิสัยของสปีลเบิร์กที่จนทุกวันนี้ เขาก็ยังแบ่งเวลาทำหนังที่อารมณ์ต่างกันออกฉายปีต่อปี (เขาทำหนังเด็กอย่าง The BFG ไล่เลี่ยกันกับหนังดราม่าเครียดจนสติแทบแตกแบบ The Post)

“มันสนุกดีนะครับที่ได้เฝ้ามองเขาเปลี่ยนวิธีการกำกับในหนังแต่ละเรื่องไปเรื่อยๆ เสริมแต่งเรื่องราว ทุกวันนี้ยังทึ่งอยู่เลยที่เขากำกับ Ready Player One -หนังแฟนตาซีจ๋ากึ่งแอ็กชั่นในโลกอนาคต- ไปพร้อมๆ กับ The post หนังที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงเนี่ย

“มันเหมือนกับต้องคุยกับคนสองคน เขากำกับ The Post ไปพลาง ดูเรื่องวิชวลเอฟเฟ็กต์สจาก Ready Player One ไปพลาง นี่มันทำให้ผมนึกถึงสมัยที่เขากำกับ Schindler’s List ไปพร้อมๆ กับ Jurassic Park เลย” คามินสกีเล่าติดตลก

อย่างไรก็ตาม Saving Private Ryan คือหนังของสปีลเบิร์กลำดับถัดมาที่ส่งคามินสกีคว้ารางวัลออสการ์ได้เป็นครั้งที่สอง หาก Schindler’s List คือหนังที่เล่าถึงความโหดร้ายที่สงครามกระทำต่อผู้บริสุทธิ์ด้วยการเล่าเรื่องราวผ่านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ Saving Private Ryan คือหนังที่ยังคงเล่าถึงเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 หากแต่เปลี่ยนไปเล่าในมุมของพลทหาร โดยปราศจากน้ำเสียงของการสนับสนุนสงคราม สปีลเบิร์กใช้ความดุเดือดและสยดสยองของการรบพุ่งเพื่อบอกเล่าความเลวร้ายของสงคราม

และคามินสกีคือผู้อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำฉากอลังการเหล่านี้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรวบรวมเอาสมรภูมิรบไกลสุดลูกหูลูกตาในชายหาดโอฮาม่ามาไว้ในฉากเปิดเรื่องไม่กี่นาทีของหนัง แต่คามินสกีทำได้ ทั้งยังทรงพลังพอจะทำให้เห็นถึงความเดือดดาลของการต่อสู้ในครั้งนี้

“สิ่งสำคัญคือการเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเล่าด้วย 15, 5 หรือ 25 เฟรม มันคือการเล่าเรื่องทั้งนั้น คุณแค่ลองเดินไปรอบๆ แล้วถ่ายรูปกลับมา มองดูรูปพวกนั้นแล้วพยายามวิเคราะห์ว่า ‘ถ่ายไปทำไมกันนะ’ คุณชอบหรือไม่ชอบรูปไหน และพยายามทำความเข้าใจตัวเองให้ได้ว่าอะไรที่เป็นแรงขับให้คุณถ่ายรูปเหล่านั้น

“ถ้าคุณมีกล้องวิดีโอ ก็เล่าเรื่องด้วยกล้องวิดีโอ แต่ถ้ามีกล้องถ่ายภาพนิ่ง ก็ให้เล่าด้วยภาพนิ่งนั่นแหละ แต่ขีดเส้นไว้หน่อยว่าจะเล่าเรื่องนี้ใน 15 เฟรม -ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม- ตั้งแต่ต้น กลางและจบเรื่อง สิ่งเหล่านี้มีกระบวนการของมันอยู่ เหมือนถ้าคุณเป็นคนเขียนบทก็ต้องเริ่มจากการสร้างตัวละคร แล้วสร้างเงื่อนไขต่างๆ ตามมา คุณต้องเรียนรู้การทำหนังตามขนบของมันก่อน เหมือนถ้าจะเล่นดนตรี คุณก็ต้องรู้จักดนตรีคลาสสิกก่อนแล้วค่อยไปรู้จักฟรีแจ๊ซซ์” เขาว่า

ดังที่เราเล่าไปแล้วในตอนแรก งานของคามินสกีนั้นเด่นชัดที่การใช้แสงชัดแจ้งตัดกับเงาสลัว “ผมชอบที่เห็นแสงแดดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา แม้ผมจะไม่ได้ใส่มันเข้าไปในหนังแต่ผมก็ชอบที่ได้รู้สึกถึงแสงอยู่ดี และชอบที่จะใส่ต้นกำเนิดแสงลงในเฟรมหนังด้วย

“อย่างไรก็ตาม ผมว่าหนังในยุคนี้มีแนวโน้มที่จะใช้แสงอย่างผิดๆ นะ คงเพราะเราต่างเบื่อวิธีถ่ายทำภาพแบบเก่าๆ แล้วมั้ง งานศิลป์ในการกำกับภาพกำลังหายไปเรื่อยๆ งานภาพแบบที่เล่าเรื่องได้มันกำลังหายไปจากภาพยนตร์ คนชอบคิดว่าถ้าตั้งใจมากพอ ถ่ายให้ติดนักแสดง ก็นับว่าเป็นการกำกับภาพแล้ว แต่ที่จริงไม่ใช่เลย ไม่มีอะไรผิดไปกว่านี้อีกแล้วคุณ”   บาคาร่า

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *